| คำถามที่ 1596 |
| เคยได้ยินคำว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา แปลว่า กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมด้วยตัวมันเอง ขอเรียนถามว่า ผู้กินกาล มีหรือไม่ |
|
ตอบ
มี คือบุคคลผู้ที่เผาตัณหาซึ่งเผาสัตว์ ดังบาลีในชาดกที่ว่า
โย จ กาลฆโส ภูโต ส ภูตปจฺจนึ ปจิ แปลว่า ผู้ใดเผาตัณหาซึ่งมีปกติเผาสัตว์ ผู้นั้นเป็นผู้กินกาล
(นัย มูลปริยายชาดก)
หมายความว่า ถ้าเผาตัณหาได้ ก็ไม่ต้องเกิดอีก เมื่อไม่เกิดก็ไม่ต้องแก่และตายอีก จึงเป็นผู้อยู่เหนือกาลไม่ต้องถูกกาลกิน
|
|
|
|
| คำถามที่ 1595 |
| คำว่า "คนดี คนจริง คนตรง" ตรงกับคำภาษาบาลีว่าอย่างไรคะ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์และพี่ยุวดีที่กรุณาช่วยอ่านคำถามและพิมพ์คำตอบทุกๆครั้งเป็นอย่างสูงนะคะ |
|
| ตอบ
กัลยาณชน แปลว่า คนดี สาธุชนก็ได้ คนจริง เคยเห็นมีคำใช้ว่า สัจจวา เช่น ประโยคบาลีที่ว่า สาธุรูโป จ ปาสํโส ทฺวา รตฺตเยน สจฺจวา แปลว่า คนจริงด้วยไตรทวาร(กาย วาจา ใจ) จัดว่าเป็นคนดีน่าสรรเสริญ ถ้าเป็นนามก็คือ สัจจะ ความจริง เทียบคำว่า พลวา คนมีกำลัง ถ้าเป็นคำนามก็คือ พละ, อุชุ แปลว่า คนตรง เช่นคำว่า อุชุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง |
|
|
|
| คำถามที่ 1594 |
| อาจารย์ครับ ผมฟังมาจากผู้สอนบางท่านบอกว่า ให้ฝึกจิตจนเกิดสติปัญญาตัดระหว่างผัสสะกับเวทนา
แต่บางที่ที่อ่านมาจะตัดระหว่างเวทนากับตัณหา แล้วที่พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไหนครับ ขอบพระคุณครับ
|
|
| ตอบ
ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในอริยสัจ ๔ ทรงสอนว่า สมุทัยคือตัณหา ๓ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธคือความดับทุกข์ ให้ดับที่ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ทางปฏิบัติให้ถึงนิโรธคืออริยมรรคมีองค์ ๘ (ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา) |
|
|
|
| คำถามที่ 1593 |
| คำพูดของครูบาอาจารย์สายกรรมฐานที่กล่าวว่า จิตของพระอรหันต์เป็นจิตที่สลัดทิ้งตัวเอง เป็นการคืนจิตให้กับโลก เป็นจิตที่พรากออกจากธาตุขันธ์โดยเด็ดขาด เป็นจิตพ้นโลก ปล่อยวางผู้รู้คืนให้โลก เหล่านี้ จะเทียบเคียงหรืออธิบายด้วยพุทธพจน์ใดจึงจะถูกต้องคะ |
|
ตอบ
มีพระพุทธพจน์หลายแห่งคล้ายๆ ทำนองนี้ เช่น สพฺพโลเกอนภิรตสัญญา ความสำคัญหมายว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสัญญา ความสำคัญหมายว่าไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง นิโรธสัญญา ความสำคัญหมายในการดับกิเลสทั้งปวง ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ผู้พิจารณาเห็นในการสละทิ้งสิ่งทั้งปวง
ฯลฯ
|
|
|
|
| คำถามที่ 1592 |
| สวัสดีครับอาจารย์ ที่ทำงานของผมคนส่วนมากเป็นคนทำงานเก่งคล่องตัว ส่วนผมไม่ค่อยจะชำนาญงานมากเท่ากับพวกเค้า ลูกพี่ของผมเธอเป็นผู้หญิง เอาแต่ใจตัวเองจะให้ผมทำงานให้ได้ดั่งใจ ใจร้อน พอผมทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็มักจะเอ็ดผมให้คนอื่นได้ยินเสมอๆ ทำตัวไม่ถูกครับ ทำโน้นก็ว่าช้า ให้ไปทำนี่ก็บอกว่าไม่ดี มาตรฐานของเค้าสูงมาก แรกๆ ผมรู้สึกว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร ลูกพี่ผมเค้าบอกผมว่าเวลาทำงานให้มี "สติ"หน่อย หากผมมีสติรู้สึกตัวในเวลาที่ผมทำงานอยู่ตลอด แต่งานของผมมันสามารถผิดได้จากหลายเหตุปัจจัย จากลูกค้าบอกผิดบ้าง ตัวเราเองบ้าง ลูกพี่สั่งผิดบ้าง แต่ผมกลับมีสติชัดเจนมากเวลาที่ผมจะรู้สึกชอบใจ หรือไม่ชอบใจ (ศัพท์พระท่านเรียกว่า เวทนา หรือเปล่าครับ) คือผมจะไม่เอาอารมณ์ต่างๆ มาคิดต่อ แต่จะดูมันเกิดมันดับไปตามเหตุ อาจารย์ครับหากผมมีสติในทางธรรม ส่วนสติในการทำงานที่มันมีปัจจัยหลากหลาย ที่คนส่วนใหญ่เค้าชอบบอกว่า ต้องมีสติ ผมควรทำอย่างไรดีครับ ผมพยายามในการทำงานเต็มที่แล้วแต่มันก็ไม่ถูกใจใครๆ เลยครับ อย่างนี้ต้องปลงใจ แต่ผมไม่โกรธใครๆ เลยครับ ช่วยชี้แนะด้วยครับ |
|
| ตอบ
ดีแล้วที่คุณไม่โกรธใครๆ เพราะความโกรธบ่อยๆชักเคราะห์กรรมมาหาตัว ขอให้คุณท่องสุภาษิตที่ว่า คนที่ไม่เคยทำผิดก็คือคนที่ไม่ทำอะไร ประธานาธิบดีโรสเวลต์แห่งอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า ในการกระทำ ๑๐๐ ครั้ง ถูกสัก ๔๐ ครั้งท่านก็พอใจแล้ว เมื่อประธานาธิบดีผู้เฉลียวฉลาดต้องการเพียงเท่านี้ เราควรจะต้องการสักเท่าใด การทำผิดเป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่การให้อภัยเป็นเรื่องของเทวดา (To err is human to forgive divine.) หมายความว่า เมื่อใดเราให้อภัยเมื่อนั้นเราเป็นเทวดา อภัยทานเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์ในสังคม คุรควรให้อภัยลูกพี่ของคุณด้วย |
|
|
|
| คำถามที่ 1591 |
| ถ้าเราจะขอพรได้ 1 ข้อ จะขออะไรดีครับ เพราะจะขอให้เรามีความสุขปราสจากความทุกข์ หรือ แม้แต่ขอให้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็ไม่ดี เพราะการขออย่างนั้นเป็นทุกข์ เพราะความอยากได้อยากมีเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นผมควรขออะไรดีครับ พอดีเป็นคำถามที่อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยถามมาน่ะครับ |
|
| ตอบ
ตามความเห็นผมว่า ควรจะขอให้บรรลุธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะ ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ทุกข์ในวัฏฏะเป็นทุกข์ที่น่ากลัวที่สุด |
|
|
|
| คำถามที่ 1590 |
| กราบเรียนอาจารย์วศินที่เคารพ หนูได้อ่าน ทางแห่งความดี เล่ม 1 มีข้อสงสัยเรื่องพระเถรีอุบลวรรณา คือพระเถรีบรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลายแล้วนั้น แต่ทำไมกลับถูก นันทะ ปลุกปล้ำข่มขืนได้ ในเมื่อท่านมีอภิญญา น่าจะทราบว่าเด็กหนุ่มได้อยู่ ณ ที่นั้น และใช้ฤทธิ์ได้ หรือหากจะเป็นเพราะมีกรรมเก่ากันอยู่ พระที่บรรลุอรหันต์แล้ว ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ไม่สามารถตามได้แล้วมิใช่หรือคะ หรืออาจจะเป็นกรณีเดียวกับพระโมคคัลลานะตอนจะปรินิพพาน ที่ท่านทราบว่าคงจะเป็นกรรมเก่าจึงยอมรับ แม้ท่านจะเลี่ยงได้ ขอความเมตตาอาจารย์ขยายความเรื่องพระเถรีอุบลวรรณาเพิ่มเติม เพื่อความกระจ่างด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณอย่างสูง ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงนะคะ |
|
| ตอบ
เรื่องพระอุบลวรรณาเถรีนี้มีคนสงสัยกันมาก อย่างที่คุณสงสัย ผมยังไม่พบที่มาว่าเป็นกรรมเก่าของท่านหรือเปล่า ในตำราท่านไม่ได้บอกไว้ ผมจะลองค้นหาต่อไป ถ้าได้ความรู้ใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ผมจะบอกมาทางห้องสนทนาธรรมนี้ ตอนนี้ขอตอบเพียงเท่านี้ก่อน ไม่อยากจะยืนยันหรือปฏิเสธอะไรในสิ่งที่ไม่รู้แน่ ขอบคุณที่ถามมา |
|
|
|
| คำถามที่ 1589 |
| ขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ ในเรื่องแนวคิดจากเหตุที่เกิดกับตัวดิฉันค่ะ เมื่อวานนี้ 5/5/55 ซึ่งเป็นวันเสาร์ห้า อีกทั้งเป็นวันพระใหญ่ด้วย ดิฉันตั้งใจอย่างมากที่จะไปทำบุญที่วัดพุทธบูชา เนื่องจากมีพระสายพระป่ามาที่วัดนี้ทุกวันเสาร์แรกของเดือน ดิฉันได้ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมอาหาร และได้เดินทางเพื่อจะไปรับพ่อแม่ เพื่อจะพาไปวัดทำบุญด้วยกัน แต่ระหว่างทางฝนได้ตก และรถที่ดิฉันขับเบรคไม่อยู่ทำให้ชนรถที่จอดติดไฟแดงอยู่แล้ว รถเสียหายมากพอสมควร แต่ตัวดิฉันไม่เป็นอะไร กับข้าวอยู่ในกล่องไม่หก ส่วนข้าวที่เตรียมไว้หกออกมาเล็กน้อย ดิฉันบอกให้แม่นั่งแท็กซี่มารับของจากรถดิฉันเพื่อไปใส่บาตรพระแถวบ้านแทน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ดิฉันคิดหลายทาง เช่น จะทำบุญแต่เจ้ากรรมนายเวรมาขัดหรือเปล่า หรือเพราะถึงคราวต้องพบอุบัติเหตุ แต่เพราะมีใจกุศล จากหนักจึงกลายเป็นเบา (ตัวไม่เป็นอะไร แต่รถเป็นหนักอยู่ค่ะ) อันที่จริง ดิฉันก็รู้สึกสังหรณ์ใจตั้งแต่เช้าแล้ว จึงขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ก็ยังเกิดเหตุจนได้ จากเหตุที่เกิดขึ้นทำให้ดิฉันไม่มีรถใช้งาน ต้องนั่งรถเมล์ไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ขอท่านอาจารย์ช่วยให้ความเห็นในเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ |
|
| ตอบ
ที่ตัวคุณปลอดภัยมาได้โดยไม่เป็นอะไรก็ดีมากแล้ว ควรจะขอบคุณบุญกุศลที่ช่วยรักษาคุณไว้ รถเสียไม่เป็นไรซ่อมได้ แต่ถ้าคุณขาหักแขนหักจะลำบากกว่านี้มาก ผมดีใจด้วยที่คุณไม่เป็นอะไร เมื่อผมยังขับรถเองอยู่ คราวใดที่รถเสียต้องซ่อม ผมก็เปลี่ยนเป็นขึ้นรถเมล์เหมือนกัน รู้สึกว่าดี ได้เปลี่ยนบรรยากาศและได้เห็นเพื่อนร่วมทุกข์ของเราเป็นจำนวนมากซึ่งเมื่อเราขับรถเอง เราจะไม่ได้เห็น อนึ่ง มีสุภาษิตทางพระพุทธศาสนาอยู่ข้อหนึ่งว่า ยอมเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักาชีวิต เมื่อถึงคราวจำเป็นยอมเสียได้ทั้งทรีพย์ อวัยวะ และชีวิตเพื่อรักษาธรรม คือความดีงามและความถูกต้องไว้(โพธิสัตว์ภาษิต ใน มหาสุตโสมชาดก) ผมเข้าใจคุณและเห็นใจคุณจริงๆ |
|
|
|
| คำถามที่ 1588 |
| อะไรเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพัฒนาจิต
อะไรเป็นกำลังสำคัญของนักพรต
อะไรเป็นเครื่องปลื้มใจของพระอริยบุคคลคะ |
|
| ตอบ
สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาจิตคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ที่ว่า บุคคลผู้มีปัญญาตั้งมั่นอยู่ในศีลแล้ว อบรมจิต(สมาธิ) และปัญญาให้เจริญ มีความเพียร มีปัญญารักษาตน เป็นผู้เห็นภัยในสังสารวัฏ ย่อมสางรกชัฏคือตัณหาเสียได้ ความอดทนเป็นกำลังสำคัญของนักพรต (ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน ขนฺติพลํว ยตีนํ) สิ่งอันเป็นเครื่องปลื้มใจของพระอริยบุคคลมีหลายอย่าง ถ้าจะตอบรวมๆ ก็คือ อริยมรรคและอริยผลที่ท่านได้แล้ว ท่านจึงเข้าผลสมาบัติบ่อยๆเพื่อเสวยรสแห่งอริยธรรมที่ท่านได้บรรลุแล้ว ถ้าจะตั้งคำถามใหม่ว่า อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจของบุคคลทั่วไป ก็จะได้คำตอบว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ตามพระพุทธพจน์ในอาฬวกสูตรที่ว่า สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฐํ แปลว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐที่สุดของบุคคลในโลกนี้ |
|
|
|
| คำถามที่ 1587 |
| ท่านอาจารย์มีความเห็นว่า ระหว่างปฏิจจสมุปบาทกับอริยสัจ ๔ อะไรควรกล่าวว่า เป็นศูนย์กลางหรือหัวใจแห่งคำสอนทางพระพุทธศาสนาคะ เพราะเหตุใดคะ |
|
| ตอบ
เป็นศูนย์กลางและเป็นหัวใจได้ทั้งสองอย่าง แต่อริยสัจ ๔ สำคัญกว่า เพราะเอาปฏิจจสมุปบาทไปลงในอริยสัจ ๔ ได้ ในที่มาบางแห่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจข้อสมุทัย โดยดึงเอาปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์ (สมุทยวาร) มาไว้ในอริยสัจข้อนี้ ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับทุกข์ (นิโรธวาร) มาลงในอริยสัจข้อนิโรธ (ขออภัยถ้าจำผิด เพราะจำที่มาของพระสูตรนี้ไม่ได้ แต่จำได้ว่าอยู่ในอังคุตตรนิกาย) รวมความว่า อริยสัจ ๔ เป็นหลักและสำคัญกว่าปฏิจจสมุปบาท อริยสัจยังมีรายละเอียดเรื่องทุกข์ ๑๑ ประการ และยังมีทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ กล่าวคือ มรรคมีองค์ ๘ หรือมัชฌิมา ปฏิปทาไว้อีกด้วย |
|
|
|
| คำถามที่ 1586 |
| ขอความกรุณาท่านอาจารย์ขยายความพระพุทธพจน์ที่ว่า กามทั้งหลายมีความคับแค้นเป็นมูล มีทุกข์เป็นผล ด้วยนะคะ ไม่ทราบว่าตามนัยภาษาบาลี ความคับแค้น ในที่นี้ ท่านใชัคำว่าอะไรและหมายความว่าอย่างไรคะ กราบขอบพระคุณอย่างสูงนะคะ |
|
| ตอบ
ใช้คำภาษาบาลีว่า อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา คนที่ต้องคับแค้นเพราะกามก็มีมากมิใช่น้อย อยู่เป็นทุกข์เพราะกามก็มีไม่น้อย |
|
|
|
| คำถามที่ 1585 |
| อะไรคือเหตุเกิดของปฏิภาณและปฏิสัมภิทาคะ |
|
ตอบ
เหตุเกิดของปฏิภาณ(ไหวพริบ, การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที)มีดังต่อไปนี้
๑. ดุลยพินิจ คิดเทียบเคียงให้เห็นว่า ระหว่างสิ่งนี้กับสิ่งนี้อย่างไหนดีกว่า ก็เลือกทำสิ่งนั้นก่อน เช่น พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว หลังจากโปรดปัญจวัคคีย์แล้ว เลือกเสด็จไปเมืองราชคฤห์แทนการเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงเห็นว่าจะมีประโยชน์มากกว่า
๒. คิดให้ลึก คือ ไม่คิดอะไรเพียงตื้นๆ คิดแบบโยนิโสมนสิการสาวหาต้นตอของสิ่งนั้นๆ และคิดต่อไปว่าควรจะทำอย่างไร ตัวอย่างเช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย คนก็เห็นกันมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า เมื่อยังมีกิเลสอยู่ก็ยังเวียนเกิดเวียนตายอยู่ ต้องตัดต้นตอของความเกิด คือ กิเลส ก็จะไม่เกิดและไม่ตายอีกต่อไป
๓. หลักทั่วไป คิดให้ได้หลักทั่วไปก่อน ถ้าได้หลักทั่วไปแล้วก็จะสรุปความจริงได้เร็วขึ้น เช่น หลักทั่วไปมีอยู่ว่า ทุกคนต้องตาย ก เป็นคน เพราะฉะนั้น ก จะต้องตาย แม้เราจะยังไม่เห็นเขาตายก็ตาม
๔. สงสัยไว้บ้างแม้ในสิ่งที่คนทั้งหลายเชื่อกันแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้เราใช้สมองหัดคิด ไม่เชื่อตามตามกันไป เพราะความเชื่อของคนส่วนมากอาจผิดก็ได้
๕. จำสุภาษิตไว้ให้ได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นสุภาษิตของชาติใดศาสนาใด
เหตุเกิดของปฏิสัมภิทาก็คือปัญญาที่แตกฉานในเรื่องนั้นๆ เช่น ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ, นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในภาษา
|
|
|
|
| คำถามที่ 1584 |
| อยากทราบวิธีตั้งจิตให้ทันการเกิดปีติ ทำให้เราเกิดอาการตัวชาคะ ต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดได้คะ มาแบบไม่ได้ตั้งสติทันเลยคะ แล้วมีวิธีรับมือกับเสียงที่มาได้ไหมคะ ไม่อยากได้ทั้งภาพและเสียงค่ะ ชีวิตปรับตัวไม่ทันค่ะ |
|
| ตอบ
ปีติเป็นวิปัสสนูปกิเลสข้อหนึ่งใน ๑๐ ข้อ เกิดขึ้นสำหรับผู้เจริญวิปัสสนาถูกทาง ท่านสอนให้รู้เท่าทันและละเสีย อย่าติดอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสข้อใดข้อหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ววิปัสสนาจะไม่ก้าวหน้าอีกต่อไป วิปัสสนูปกิเลส แปลว่า สิ่งที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง เป็นเหมือนสวนดอกไม้ของวิปัสสนา แต่ต้องไม่ติดอยู่ ให้เดินทางก้าวหน้าต่อไปจึงจะถึงที่สุดแห่งวิปัสสนา สมถะก็ทำให้เกิดปีติเหมือนกัน การทำความดีทั่วๆไปก็ทำให้เกิดปีติได้เหมือนกัน เช่น บำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ทำให้เกิดปีติและสมาธิ เรียกว่า ธรรมสมาธิและจิตตสมาธิ |
|
|
|
| คำถามที่ 1583 |
| กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพ ดิฉันมีข้อสงสัยขอเรียนถาม เพื่อเป็นแนวทางและกำลังใจในการปฎิบัติค่ะ ได้ยินว่า การที่เราอดทดต่อคำพูดหรือการกระทำของคนที่ด้อยกว่า เช่นอาวุโสน้อยกว่าหรือลูกน้อง อานิสงส์จะได้มากเป็นทวีคูณ อันนี้เป็นจริงหรือไม่อย่างไร และ จะทำตัวอย่างไรให้อดทนได้มากต่อคำพูดหรือการกระทำ ที่เขาต่อว่าหรือ
ดูถูกเรา ของคนที่ด้อยกว่า อาจเป็นน้องหรือคนใช้(คนงาน)ในบ้าน ช่วยแนะวิธีการให้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณมากค่ะ
|
|
| ตอบ
ในตำราท่านกล่าวว่า อดทนต่อผู้สูงกว่าหรือเป็นผู้ใหญ่กว่าเพราะความกลัว อดทนต่อผู้เสมอกันเพราะเกรงว่าจะสู้กันได้ แต่ผู้ใดอดทนต่อผู้ด้อยกว่า ความอดทนของผู้นั้นเป็นความอดทนที่สูงสุด เพราะฉะนั้นเราต้องหัดอดทนต่อบุคคลทุกจำพวก ความสุภาพอ่อนโยนต่อคนทั่วไปเป็นความปลอดภัย พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้ เวรย่อมไม่ขยายตัวแก่ผู้สำรวมระวัง อภัยทานเป็นทานที่ดียิ่งอย่างหนึ่ง เราต้องฝึกให้อภัย การทำผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดา ส่วนการให้อภัยเป็นเรื่องของเทวดาผู้มีใจสูง หมายความว่า เมื่อใดเราให้อภัยเมื่อนั้นเราเป็นเทพ ขอให้คุณเจริญสุขและมีจิตใจที่มั่นคง |
|
|
|
| คำถามที่ 1582 |
| ตามพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา นามกาย กับ ธรรมกาย หมายความว่าอะไร แตกต่างกันอย่างไรคะ |
|
| ตอบ
นามกายหมายถึงจิตและเจตสิก ตามตัวแปลว่า กองนาม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนธรรมกาย หมายถึงคุณสมบัติของบุคคลผู้นั้น เช่นความกรุณา ความบริสุทธิ์ และปัญญา เป็นต้น เช่นพระธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระคุณสมบัติของพระองค์ |
|
|
|