 |
ตุ๊ก
ดวงตา ตุงคะมณี
ธรรมะปฏิบัติดัดไม้แก่
บทบาท คุณหญิงนฤบาล ใน จอมใจ... คุณนายเรไร ใน แรมพิศวาส คุณหญิงดารณี เศรษฐินีผู้อุปถัมภ์วัดใน ธรรมะ (ทำไม) หรือ หม่อมศุภางค์ ใน แสงสูรย์
สิ้นเสียงคัต ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี กลับมาสวมบทในละครชีวิตของตัวเอง สาวแกร่ง เก่ง กล้า สามารถ ผู้โลดแล่นในวงการบันเทิงมาหลายสิบปี เป็นทั้ง นางแบบ นางเอก นางร้าย พิธีกร เจ้าของธุรกิจ และที่สำคัญคือ แม่
ใครบางคนบอกว่าถ้ามีหนัง นางมารสวมปราด้า (The Devil Wears Prada) ฉบับละครไทย คงไม่มีใครเหมาะกับบทนำที่เพียงกราดสายตาเหมือนฉายรังสีอำมหิตให้รู้สึกเย็นยะเยือกได้มากไปกว่าเธอคนนี้
ภาพภายนอกของผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบาง อันที่จริงออกจะโผงผาง ตรงไปตรงมา มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนยามเดือดร้อน และอย่ามาร้ายกับเธอแล้วกัน ผู้หญิงคนเดียวกันนี้เคยโกรธถึงขนาดโดดถีบฝรั่งตัวใหญ่ๆ มาแล้ว |
หลุดจากกระโปรงนักเรียนมัธยมเตรียมอุดมศึกษา ดวงตาไปเรียนต่ออังกฤษ แต่แทนที่จะได้ใบปริญญาเธอกลับได้พบความรัก และตัดสินใจแต่งงานโดยยังไม่เห็นด้านสนุกของชีวิตวัยสาว โลกทัศน์ในตอนนั้นทำให้ดวงตามองภาพชีวิตแสนสวยงาม ฉันจะรักผู้ชายคนนี้และครองคู่อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต
แต่ละครไม่ได้จบแค่ฉากสวยหรูนั้น เมื่อพบว่า ไม่ใช่ ดวงตาตัดสินใจหย่าเพื่อให้ต่างคนสามารถมีความสุข ขณะที่ยังเป็นพ่อเป็นแม่ที่ดีของลูกได้ เธอยอมรับสถานภาพ Single Mom ทำงานเลี้ยงลูกชายวัย ๔ ขวบให้เติบใหญ่
ต้นปี ๒๕๔๙ ดวงตาหยิบละครชีวิตของตัวเองถ่ายทอดเป็นหนังสือ ดวงตา เผ็ด สวย ดุ ณ เปไก๋ ผ่านบทสนทนาของเจ้าปุ๊กลุ๊กและเจ้าไข่เค็ม สะท้อนภาพสองด้านผ่านหมาสองตัว ทั้งด้านดีด้านร้าย ทั้งชีวิตการทำงาน การต่อสู้ การเลี้ยงดูลูกชายตามลำพัง กว่าจะมาถึงทุกวันนี้
หลายคนบอกว่าดวงตาออกหนังสือตามกระแส อันที่จริง ๒o กว่าปีก่อน ตอนเป็นม่ายสาวพราวเสน่ห์ ก็มีคนชวนเธอออกหนังสือยิกๆ แต่ตอนนั้นเพราะยังไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้มากเท่ากับตอนนี้ เมื่อถึงวัยที่มองโลกอย่างเข้าใจ เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าคงสามารถเป็นบทเรียนทั้งกับตัวเองและคนอื่นๆ
บทท้ายเล่ม ลูกชายเขียนถึงแม่ ทำให้ดวงตาร้องไห้ สิ่งที่คิดว่าดีที่สุดที่ทำมาตลอดชีวิต อาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการ เพียงแค่คำชมเชยจากแม่ เวลาเขาทำอะไรดีๆ ก็เท่านั้นเอง เธอยอมรับว่าเพิ่งรู้ความในใจของลูกเมื่อเขากลายเป็นหนุ่มและตัวเองกลายเป็นหญิงวัยกลางคน
แต่ไม่มีอะไรสายเกินเรียนรู้ บางครั้งปัญหาที่สะสมตกค้างมาตลอดชีวิต อาจเพราะเราไม่เคยมองปัญหาอย่างจริงจัง เหมือนกับธรรมะภาคปฏิบัติในชีวิตจริง ง่ายนิดเดียว เพียงพลิกมุมมอง ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เธอยืนยันว่าชีวิตเป็นสุขขึ้น รู้จักหนทางดับทุกข์ง่ายๆ ที่สามารถเอามาใช้กับชีวิตประจำวันได้
ภาพของหญิงสาวในวันนี้แม้มีริ้วรอยของกาลเวลาอยู่บ้าง ทว่าปรากฏภาพความงามอีกด้าน เป็นความงามด้านในอย่างคนเข้าใจชีวิต ดวงตาบอกว่าเป็นภาพที่แตกต่างจาก ๒ ปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง น่าสงสัยว่าช่วงเวลาแค่นี้สามารถดัดไม้แก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า ๕o ปีได้จริงหรือ
พี่เข้าวัดเข้าวาตั้งแต่เด็ก เข้าไปก็ไม่ได้ลึกซึ้งในรสพระธรรมมากนัก พูดง่ายๆ มาเอาบุญ แต่ไม่เคยปฏิบัติ จนกระทั่งสัก ๒ ปีที่แล้วมีเรื่องทุกข์ใจ ทำยังไงทุกข์นี้ถึงจะหายไปได้ ใครๆ ก็บอกว่า เอาความทุกข์เข้าวัดสิ ทุกทีเวลาไปทำบุญ เราเอาแต่เรื่องดีๆ คือความสดใสร่าเริงเข้าไปทำบุญ ไปลองเอาความทุกข์เข้าวัดสักทีนึง มันจะเป็นยังไง อยากรู้ว่าช่วยได้จริงมั้ย ที่เขาบอกดับทุกข์ได้
วัดที่พี่ไปหลวงพ่อจะให้อิสรภาพในการปฏิบัติมาก ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ต้องเดินครึ่งชั่วโมง แล้วไปนั่งครึ่งชั่วโมง กลับมาเดินใหม่ มาสวดมนต์มาอะไรอย่างนี้ หลวงพ่อบอกว่าให้ทำกายวิเวก จิตตวิเวก คืออยู่กับตัวเองให้มากที่สุด เวลามีสิ่งไหนเข้ามากระทบจิตใจ ทำให้จิตเกิดหรือจิตหวั่นไหวก็ให้ดับ
ดับด้วยการดูลมหายใจ ดับด้วยการไปเดินจงกรม หรือจะดับด้วยการนั่งสมาธิ ดับด้วยการอยู่กับปัจจุบันก็ได้เลือกเอา อะไรที่ถูกจริตเราก็เลือกวิธีนั้น พอดับเก่งแล้ว ขั้นต่อไปคือให้ตามดู สิ่งไหนที่มันเข้ามา ความคิดจร ความคิดที่มาพร้อมกับสังขารคือการปรุงแต่ง ให้ตามดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
พี่มีความอยากรู้อยากลอง ฉะนั้นเลยมุ่งมั่น อยู่กับลมหายใจ อยู่กับการเดิน อยู่กับปัจจุบัน อย่างสมมุติไปวัด กินข้าวพี่ต้องล้างจานด้วยตัวเอง หลวงพ่อให้ดูจิตในขณะที่ล้างจาน ล้างจานไป จิตเรามีการผลักไส เพ่งโทษมั้ยว่าไม่อยากทำ ถ้ามีความรู้สึกแบบนั้นดูให้รู้ว่า มีการเพ่งโทษอยู่นะ มีการผลักไสอยู่นะ ให้มีสติ
การปฏิบัติจะมีสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน แรกๆ พี่ใช้สมถะคือการข่ม การดับ พอมันเข้ามาปุ๊บ เราดับ เริ่มดับได้เราก็ตามดู ใช้วิปัสสนา เราเริ่มฟุ้งซ่าน ลองตามดูสักนิดว่าสิ่งที่เข้ามา จะนำเราไปสู่อะไรบ้าง มองให้เห็นตามความเป็นจริง หลังๆ พอเราเริ่มจ้องมอง มันไม่อยู่ให้เรามองมากนะ มันหายไปเอง เรามีความรู้ตัวมากขึ้น มีสติสัมปชัญญะ สติเป็นตัวรู้ มีสัมปชัญญะ คือรู้ตัวทั่วพร้อม ตามดูสิ่งที่มันเกิดตามความเป็นจริง มันก็ไม่มากระแทกจิตเราแล้วล่ะ
ที่จริงไปตรงไหนก็ได้ ขั้นตอนวิธีการมีหลากหลาย ไปวัดนี้ครั้งแรกไม่ชอบ อย่ากลับไปอีก ไปวัดอื่น ลองวิธีอื่นดู การทำกรรมฐานมีตั้ง ๔o กว่าวิธี ลองดูว่าตรงไหนไปแล้วรู้สึกชอบใจ อย่าฝืนตัวเอง หลวงพ่อบอกว่าการจะมาปฏิบัติต้องไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกบังคับ แล้วก็ต้องไม่บังคับตัวเอง ทำให้ตัวเองรู้สึกสบายที่สุดเวลาปฏิบัติ แล้วจะปฏิบัติได้ดี แต่ถ้าใจเรารู้สึกถูกบังคับหรือรู้สึกไม่อยากทำ เราเพ่งโทษหรือผลักไส เราก็จะปฏิบัติได้ไม่ดี ฉะนั้นไปลองดู เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าแบบนี้ดี ก็เข้าตรงนั้น เราจะเป็นสุขกับการปฏิบัติ บางคนไปวัดปฏิบัติธรรมแล้วเครียด นั่นไม่ถูกจริตกับตัวเราแล้ว ต้องลองหาวิธีอื่น
เราปรุงแต่งจิตตามสิ่งกระทบ
พี่เป็นคนกลัวผีมาก แล้ววัดที่ไปปฏิบัติเคยเป็นป่าช้าสาธารณะ ก่อนไปเราก็ผลักไสแล้ว ไปแล้วจะกินนอนยังไง ไปอยู่ยังไง ผีจะมามั้ย เป็นขันธมารอย่างหนึ่งทำให้เราไม่ไป แต่พอไปลองสักตั้ง หลวงพ่อบอกกลัวตรงไหนให้เข้าไปใกล้ตรงนั้น กลัวผีก็ให้ไปอยู่ใกล้ผี ลองดูซิ ผีมันจะมามั้ย ผีมาแปลว่าผีออกมาจากจิตตัวเอง มันจะโผล่มาเพราะเราไปคิดว่ามันโผล่ อยู่ที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเอง ว่าผีจะออกมาตาโปน น้ำเหลืองไหล
ถ้ากลัวผีมากให้ไปนั่งใกล้ผี แล้วทำยังไงถึงดับความกลัวนั้นได้ คือให้มีสติอยู่กับลมหายใจ ถ้าสติมุ่งมั่นอยู่กับลมหายใจ เรื่องอื่นจะเข้ามาไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ที่สติหลุดออกไปจากลมหายใจ ผีมันมาแน่ เราต้องรีบกลับอยู่กับลมหายใจให้ได้ เมื่อไหร่ที่เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็ไม่มีจิตที่จะวอกแวกไปคิดเรื่องอื่น แรกๆ พี่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง กว่าจะดับความกลัวได้นี่ รู้เลยว่าหัวใจเต้นแรงเพราะความกลัว มันเต้นดังยังไง มือไม้ซีด เหงื่อแตก คิ้วขมวด รู้หมดเลย ทุกข์มันมา ความกลัวเป็นความทุกข์ เราไม่อยากทุกข์ เราต้องกลับมาอยู่กับลมหายใจ
เชื่อมั้ยว่าขณะที่พี่บอกกับตัวเองว่าทำได้ แต่กลับไปวัดแต่ละครั้งความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม บางครั้งยังเกิดความกลัว บางครั้งไม่มีความกลัวเลย เท่ากับผีหรือความกลัวเป็นครูฝึกทดสอบอารมณ์เรา ถ้ามันมาแสดงว่าตอนนั้นสติเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลวงพ่อบอกว่าต้องฝึกให้สติมีกำลังมากๆ เมื่อไหร่ที่มีความเข้มแข็งของสติ ความกลัวมันก็จะไม่เกิดแล้ว
ธรรมะไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ
อ่านหนังสือนี่บางทียังไม่เข้าใจ ยังมีข้อโต้แย้ง หนังสือจะมีเรื่องของขันธ์ ๕ เรื่องของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นิวรณ์เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้องไปลองปฏิบัติสักนิดนึง พอไปปฏิบัติ พระท่านจะสอนว่าเดี๋ยวเราต้องเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งมันก็จะมีสิ่งพวกนี้ ขันธ์ ๕ ขันธมาร อะไรต่ออะไรบ้าง
แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับตัวเรา เราสามารถบอกตัวเองได้ เราจะเป็นคนรู้เอง คนอื่นไม่มารู้กับเรา อ๋อ วันนั้นเราเป็นอย่างนี้นะ พอเริ่มเข้าใจปุ๊บ ไปอ่านหนังสือ เราจะหวนระลึกได้ถึงสิ่งที่เราไปปฏิบัติมา อ๋อ อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่ารูป อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่าเวทนา อย่างนี้นี่เองที่เรียกว่าสัญญา สังขาร ขันธมารเป็นยังไง การที่เรานั่งแล้วเราเมื่อยเราปวด หรือง่วงนอน เขาก็เรียกว่า ถีนมิทธะ เป็นมารมาผจญไม่ให้เราปฏิบัติได้ดี หรือว่า อุทธัจจกุกกุจจะ เป็นยังไง
ตอนอ่านเราไม่เข้าใจ ฟุ้งซ่านรำคาญใจยังไงหรือ อ่านแล้วสงสัย แต่ไปปฏิบัติแล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เรากลับไปอ่านหนังสือ ถึงเข้าใจว่าตอนที่เรานั่งสมาธิ แล้วสมาธิเราไม่นิ่ง จิตใจเราวอกแวกออกไป เรื่องแม่ เรื่องลูก เรื่องแฟน เรื่องอะไร อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่าฟุ้งซ่าน นี่เองที่เรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ
นอกจากกลับมาอ่านเข้าใจมากขึ้น ยังอ่านหนังสือสนุกขึ้นด้วย ไปแบบสดๆ ได้ยิ่งดีใหญ่ ไม่ต้องรู้อะไรมาก พี่เองไปแบบไม่รู้อะไรเลย พอไปถึงเหมือนกับว่าพอเราไม่ได้มีข้อมูลมาจากหลายๆ ที่ ไปถึงเราสดมาก พอหลวงพ่อพูดอะไรเรารับได้เลย เรายินดีรับตรงนี้เลย เราจะไม่มีข้อโต้แย้งเพราะว่าเราไปมาหลายที่หรือเราอ่านมาหลายเล่ม
การทำจริงถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง ไม่อย่างนั้นอ่านแล้วมันยังมีความลังเลสงสัยอยู่ ว่าเป็นอย่างนั้นได้ยังไง สงสัยอยู่ได้ แล้วความสงสัยมันบั่นทอนการปฏิบัติ พี่ว่าต้องไปลุยภาคสนามสักทีสองที คุณจะรู้ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแล้วเราจะแก้ไขมันอย่างไร
มองทุกอย่างไม่ให้เป็นปัญหา
พยายามมองทุกอย่างไม่ให้เป็นปัญหา เพราะถ้าเกิดคำว่าปัญหาปุ๊บ เดี๋ยวทุกข์มา เราไม่อยากรับทุกข์เข้ามาไว้ในตัวเรา ฉะนั้นมองทุกอย่างให้เป็นไปตามความจริง พยายามมองทุกอย่างให้มันเป็นธรรมดา คือมันมีเรื่องแบบนี้ๆ เกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก้ไข มองว่าเวลาเกิดเรื่องไม่ดี มันมีทางแก้ไขได้ อย่าไปมองว่าปัญหาเกิดขึ้นมาแล้วแก้ไขไม่ได้ ต้องให้โอกาสตัวเอง ปัญหามีไว้แก้ ปัญหาเกิดมาเถอะ เราใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาไป
การมองว่าทำไมปัญหามันต้องเกิดกับเรา แสดงว่าเรายังมีอัตตาตัวตนอยู่ เพราะเราเข้าข้างตัวเอง ทำไมปัญหามันมาเกิดกับฉัน ทำไมไม่ไปเกิดกับคนอื่น คุณรู้ได้ยังไงว่าปัญหาแบบนี้มันไม่ไปเกิดกับคนอื่น คนอื่นอาจจะเจอปัญหาหนักกว่าคุณก็ได้ ทำไมเขายังผ่านพ้นมันไปได้ล่ะ ปัญหาเกิดขึ้นกับทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ถ้าเราไม่เข้าข้างตัวเอง มัวแต่ตีโพย
ตีพายว่าทำไมปัญหาแบบนี้มันต้องมาเกิดขึ้นกับฉัน ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเราก็หาทางแก้ไขปัญหาไป ตามเหตุตามผล ไม่ต้องไปคิดว่าทำไมเรื่องแบบนี้มันต้องมาเกิดกับฉัน ทำไมต้องมาเป็นกับฉัน ทำไมฉันทำดีแล้ว ทำไมอย่างโน้นอย่างนี้ แสดงว่ายังมีอัตตาตัวตนอยู่มาก ต้องละวางอัตตาตัวตนให้ได้ก่อน
พี่คิดว่าเกิดมาทุกคนเนี่ย ต้องมีเรื่องทั้งดีทั้งไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต พอมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น อย่าไปคิดว่ามันเป็นปัญหา มองสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาให้เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องไม่ดี เราก็ปรับปรุงแก้ไขให้มันเป็นเรื่องดีเสีย
สติอยู่กับตัว
พี่เคยเป็นคนใจร้อน รอใครไม่ได้ เวลาถ่ายละครก็จะเร่งให้ตัวเองเสร็จเร็วๆ พอไม่ได้ดั่งใจมีอาละวาด แต่เดี๋ยวนี้ให้รอนานแค่ไหนก็รอได้ หาหนังสือธรรมะขึ้นมาอ่าน ไม่รู้สึกเป็นทุกข์กับการรอ เมื่อก่อนหงุดหงิดเพราะเป็นทุกข์กับการรอ แต่ตอนนี้พอเห็นอะไรที่เริ่มจะทำให้เราเป็นทุกข์หรือจิตใจหวั่นไหว เรามีวิธีเลี่ยง มีวิธีดับได้
พี่ใจเย็นขึ้นมาก มีสติสตังขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยคิดว่าตัวเองมีสติดีแล้ว มาย้อนคิดดู จริงๆ แล้ว สติมันหลุดออกไปข้างนอกอยู่ตลอดเวลา เราได้เห็นว่าเมื่อมีสติ เวลาทำอะไรความพลาดพลั้งหรือผิดพลาดจะเกิดขึ้นน้อยมาก ที่เขาบอกว่าชั่ววูบ เพราะขาดสตินี่แหละ พอสติหลุดปุ๊บ ความพลาดพลั้งหรือความผิดพลาดเกิดขึ้นง่ายมาก แต่ถ้าเรามีสติเป็นตัวรู้ รู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้ไม่ดี เราก็ไม่ทำ แต่ที่เราทำไปเพราะสติมันไม่อยู่กับตัว สติจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ
|
อย่างน้อยที่สุดเรื่องพูดจา เมื่อก่อนพี่เป็นคนแข็งกระด้าง พูดจาโผงผาง ไม่ค่อยลงให้ใคร ไม่ค่อยแคร์ใคร ปากไวมาก และพูดไม่เพราะด้วยค่ะ แต่หลังจากเรามีสติแล้ว เรามีความอดกลั้น มีความยับยั้งชั่งใจมากขึ้น เริ่มรู้ว่าถ้าพูดจาไปแบบนั้นเหมือนก่อภพก่อชาติ สร้างศัตรู ทำให้คนไม่อยากเข้าใกล้ เมื่อก่อนคนกลัวพี่มาก อาจเพราะหน้าตาเราคงมุทะลุดุดันด้วย แต่หลังๆ มีคนบอกว่าหน้าตาพี่ใจดีขึ้น คนที่รู้จักกันมานานหรือคนใกล้ชิดจะบอกว่าหน้าตาและแววตาพี่เปลี่ยนไป น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป เราเองไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่ แต่เป็นสุขขึ้น เพราะคนอื่นมองเราในแง่ดีมากขึ้น คนที่เข้ามาหาเราก็เข้ามาด้วยความรักความปรารถนาดี พอรู้จักละอัตตาตัวตนแล้ว รู้สึกว่ามีคนอยากจะคบเราอีกเยอะ ต่างกับเมื่อก่อนที่เข้ามาเพราะเกรงใจ ไม่ได้มีความรักหรือความปรารถนาดีให้กับเราสักเท่าไหร่ เมื่อก่อนคนจะพูดถึงเราในแง่ลบเยอะมาก ตอนนั้นเรามองไม่เห็น
ในเรื่องงาน หลวงพ่อบอกว่าเวลาทำงาน ให้ใช้สติปัญญาไปทำ อย่าเอาจิตเข้าไปร่วม โดยเฉพาะอาชีพของเรา เดี๋ยวต้องเล่นเป็นคนดี เดี๋ยวเป็นคนเลว เดี๋ยวต้องไปฆ่าคนตาย เดี๋ยวต้องไปโกรธไปตบคน เดี๋ยวต้องไปร้องไห้สงสารคน หลากหลายอารมณ์มาก ถ้าเราเอาจิตเข้าไปเล่น จิตเราต้องกระทบหลายอย่าง เดี๋ยวเศร้าหมอง เดี๋ยวโหดร้าย ฉะนั้นทำจิตให้ว่าง ให้นิ่ง แล้วเอาสติปัญญาไปใช้ในการทำงาน อย่าเอาจิตเข้าไปเล่นไปอินเด็ดขาด ถ้าอินพี่จะฟุ้งซ่านมากๆ เพราะวันนึงเล่นตั้งหลายฉาก แต่ละฉากอารมณ์ไม่เหมือนกัน กลับบ้านต้องเครียด ต้องจิตตกแน่ๆ
เมื่อก่อนพี่เครียดมาก โอ้ย ร้องไห้ทั้งวันเลย แล้วเดี๋ยวต้องไปฆ่าเขาอีก จิตมันเศร้าหมอง ไปนึกถึงฉากที่เพิ่งเล่นไป เพราะเราเอาจิตเข้าไปเล่นด้วย แต่ถ้าไม่เอาจิตเข้าไปเล่น มันจะเบาๆ อย่างในฉากพี่จะต้องไปฆ่าใครด่าใคร พี่จะเล่นโดยรู้สึกว่าตัวเองเป็นละครตัวนั้นแต่ไม่ใช่ดวงตา |
 |
แยกความเป็นดวงตาออกไป พอผู้กำกับสั่งคัตปุ๊บ พี่ปล่อยตัวละครตัวนั้น แล้วกลับมาเป็นดวงตา เพราะฉะนั้นเมื่อกี้ดวงตาไม่ได้ไปเล่น ดวงตาก็จะไม่รู้สึกอินไปกับการกระทำเมื่อสักครู่ เพราะเราไม่เอาจิตเราเข้าไปเล่น ด้วยวิธีนี้ต่อให้เล่นฉากเครียด ๒o ฉากทั้งวัน กลับมาบ้านพี่จะไม่เครียด เป้าหมายทางธรรม
พี่รู้สึกศรัทธาในศาสนาพุทธนะคะ พระพุทธเจ้าท่านลองมาทุกวิถีทาง ลองทุกอย่างด้วยตัวท่านเอง จนกระทั่งตรัสรู้ แล้วท่านเด็ดยอดวิธีการมาให้เราแล้ว เพียงแต่เราทำตามที่ท่านสอน เราก็จะสามารถบรรลุมรรคผลได้ แต่พี่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องบรรลุนิพพานหรืออะไร เพียงแต่เอาวิธีการของท่านมาใช้ ทำยังไงให้ชีวิตที่เกิดมาชาตินี้ ไม่ก่อภพก่อชาติต่อไปอีก พี่เชื่อในเรื่องการตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ ตายแล้วถ้าจะต้องกลับมาเกิดใหม่อีกที ขอให้เกิดดีๆ ขอให้กลับมาเกิดในสุคติภูมิ เพื่อที่จะเร่งทำความดีสะสมบุญบารมีต่อไปเรื่อยๆ เพื่อวันนึงเราอาจจะไปถึงนิพพานได้
สิ่งที่เราทำมีผลต่อการกลับมาเกิดแน่นอน ถ้าคุณทำชั่ว ไม่อยู่ในศีลในธรรม คุณต้องกลับมาเกิดชดใช้กรรมแน่ๆ แต่คุณจะเกิดเป็นอะไร ไม่มีใครอยากกลับมาเกิดในทุคติภูมิเพราะไม่รู้กี่แสนกัปแสนกัลป์กว่าจะได้เกิดมาในสุคติภูมิ กลับมาเป็นมนุษย์เพื่อที่จะสะสมบุญบารมีอีกครั้ง ฉะนั้นชาตินี้เรารู้แล้วว่าเราสามารถทำบุญ ถือศีล ทำดีได้ เป็นการสะสมบุญบารมีเผื่อไว้ชาติหน้าที่เราจะเกิด เราก็ต้องรีบทำ
พี่เชื่อว่าชาตินี้ที่ผ่านมา ตอนยังไม่ได้ปฏิบัติเราเองก็ทำกรรมชั่วเอาไว้ด้วย โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม อย่างตอนเด็กๆ เราฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งที่รู้ว่าเป็นบาป เราทำเพราะวัยมันคึกคะนอง เด็กๆ ไม่รู้เท่าที่ผู้ใหญ่รู้ เจตนาจึงอาจเบาบางลงไป แต่ก็เป็นกรรมชั่วอยู่ดี ฉะนั้นทำยังไงเราจะลบล้างกรรมชั่วนั้น แล้วก็สะสมบุญบารมีเผื่อชาติหน้าได้
เรียนรู้วิธีปิดประตูไม่รับความทุกข์
ปฏิบัติได้ไม่นานพี่ก็รู้สึกถึงรสพระธรรม คือสามารถกำจัดทุกข์ได้ ด้วยวิธีการที่เราไม่คิดว่ามันจะง่ายขนาดนี้ พี่มีนิสัยส่วนไม่ดีเยอะ เคยพูดกับตัวเองมาตลอดว่า ๕o ปีแล้ว เกิดมาเป็นยังไงก็อยู่อย่างนั้น ยิ่งแก่ยิ่งเป็นไม้แก่ดัดยาก ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนได้ แต่ปรากฏว่าเวลาสองปีที่ไปปฏิบัติธรรม เปลี่ยนตัวพี่ได้เยอะมาก
ก่อนนี้พี่อาจมีความเห็นแก่ตัวมาก ยึดอัตตาตัวตนสูง ฉันเป็นดวงตานะ ฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ ใครจะมาโน่นนี่กับเราไม่ได้ เป็นคนเอาเรื่องทุกเรื่อง อะไรนิดอะไรหน่อยก็กระแทกหูกระแทกใจ การปฏิบัติคือการไปทำจิตใจให้สงบ ให้ว่าง ให้ละจากกิเลสให้ได้ แล้วก็มีพรหมวิหาร ๔ มากขึ้นในชีวิตประจำวัน เมื่อเรามีจิตใจเมตตากรุณา มองโลกในแง่ดี ชอบช่วยเหลือคน จะทำให้เรากลายเป็นคนอ่อนโยนไปโดยปริยาย
การมองโลกในแง่บวก positive thinking ช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้ดี รู้จักให้อภัยคนมากขึ้น รู้จักอโหสิกรรมคนมากขึ้น ไม่ผูกใจเจ็บ ซึ่งทำให้เราเป็นสุข รู้จักปล่อยวางมากขึ้น
ทุกวันนี้ชีวิตพี่เป็นสุขขึ้น เหมือนกับปิดประตูรับความทุกข์ อะไรที่จะเป็นทุกข์ อะไรที่จะทำให้เราฟุ้งซ่าน ไม่รับเลย
ตอนนี้พี่เชื่อ ๑oo เปอร์เซ็นต์เลยว่านิสัยคนเปลี่ยนได้ ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยน ถ้าคุณมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยน และเปลี่ยนได้ ๑oo เปอร์เซ็นต์ด้วย นิสัยแย่ๆ สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลง และปรับปรุงได้ อันนี้คอนเฟิร์ม