หนังสือ ดาวสุข (ขวัญ เพียงหทัย )
ปรับขนาดตัวหนังสือ เพิ่มขนาดตัวหนังสือ ลดขนาดตัวหนังสือ ขนาดปกติ
 » ร ยธยญร ยธยตร ยนย‰ - ร ยนยร ยธย—ร ยธย™ร ยธย„ร ยธยธร ยธย“ ร ยธยˆร ยธยดร ยธย•ร ยธย•ร ยนยŒร ยธยญร ยธยดร ยธยชร ยธยฃร ยธยฐ
 หัวข้อเรื่อง :
หัวข้อเรื่อง : ร ยธยญร ยธยตร ยนย‰ - ร ยนยร ยธย—ร ยธย™ร ยธย„ร ยธยธร ยธย“ ร ยธยˆร ยธยดร ยธย•ร ยธย•ร ยนยŒร ยธยญร ยธยดร ยธยชร ยธยฃร ยธยฐ 1 |
  « ร ยธยญร ยธยตร ยนย‰ - ร ยนยร ยธย—ร ยธย™ร ยธย„ร ยธยธร ยธย“ ร ยธยˆร ยธยดร ยธย•ร ยธย•ร ยนยŒร ยธยญร ยธยดร ยธยชร ยธยฃร ยธยฐ »
 
 อี้
แทนคุณ จิตต์อิสระ
การทำงานคือการปฏิบัติธรรม
 
             การปฏิบัติธรรมในความคิดของ อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ คือ การทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ดีที่สุด เรียนรู้ เข้าใจ และทำประโยชน์ให้กับสังคม ย้อนกลับไปตอนเริ่มเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ อี้เคยเป็นดาราวัยรุ่นพุ่งแรงในชื่อ เอกชัย บูรณผาณิต ผู้สวมบทตัวร้ายในละคร ‘ทอฝันกับมาวิน’ ในช่วงขาขึ้นแบบนั้นใครๆ คิดว่าควรรีบตักตวงชื่อเสียงและเงินทอง แต่จู่ๆ อี้ก็หันหลังให้วงการบันเทิงไป
 
             ปัจจุบันอี้กลับมาเติบโตในหน้าที่การงาน กลายเป็นพิธีกรรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามากที่สุดในปัจจุบัน นอกจากรายการ แฟนพันธุ์แท้ อัจฉริยะข้ามคืน เกมโชว์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบ้านเรา อี้ยังมีคิวงานอีกยาวเหยียด เช่นการเป็นพิธีกรรายการเผยแผ่ธรรมะ ตามหาแก่นธรรม ทางช่อง ASTV, มองปัญหาเรื่องธรรม ช่อง ๕ , สุขภาพกายสุขภาพจิต ช่อง ๑๑ รวมถึงเป็นนักจิตวิทยาที่ใช้หลักธรรมะให้คำปรึกษาเยาวชนและประชาชนทั่วไปทางรายการวิทยุ อวสานความทุกข์ คลื่น FM ๙๒.๒๕, รายการกระแสสังคม FM ๙๒.๕ และ มองชีวิต มีชีวา FM ๙๖.๕ ด้วยความรู้ที่มุ่งมั่นในการเรียนด้านจิตวิทยา จนจบปริญญาตรีและปริญญาโท
 
             ยังมีบทความ หัวใจนักปราชญ์ ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์มติชน เป็นคอลัมน์พิเศษเกี่ยวกับเรื่องของการพูดคุยทางความคิด รวมถึงการเป็นครูอาสาสอนภาษาจีนให้กับเยาวชนในโครงการ
To Be Number One อี้ยังเป็นอาจารย์สอนภาษาจีนและผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษาจีนกลางฮั่น จื้อ กง ซึ่งก่อนหน้านั้นอี้ตั้งเป้าหมายและใช้เวลาเรียนรู้ภาษาจีนอย่างจริงจังเพียงไม่กี่ปี
 
             นอกจากนี้อี้กำลังทำภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงเราอีกด้วย ซึ่งก็ได้นักวาดภาพการ์ตูนที่เคยวาดให้วอลท์ดิสนีย์มาร่วมงาน
 
             บ่ายวันที่เราได้คุยกับอี้ หลังเสร็จงานช่วงเช้าที่นครปฐม เขาตรงดิ่งไปยังแผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อดูแลคุณแม่เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการเจ็บป่วย
 
             ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการงาน ที่เขาบอกว่าคือสิ่งเดียวกับการปฏิบัติธรรม
 
             สมัยวัยรุ่นผมเคยถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ผมต้องแข่งขันทั้งเรื่องเรียนและเรื่องการทำงานในวงการบันเทิง อยากหาสิ่งที่เป็นทางลัด น่าจะมีวิธีที่ทำให้เราฉลาดขึ้น ผมลองอ่านหนังสือพวกสามก๊กที่เขาแนะนำ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอยู่ในวังวนของการใช้เล่ห์เหลี่ยม ใช้กลยุทธ์ มีความเห็นแก่ตัว ความไม่จริงใจ ผมเลยเปลี่ยนมาอ่านหนังสือที่ทำให้เรารู้สึกดีๆ ได้
 
             มีคนแนะนำให้ลองหนังสือธรรมะ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าธรรมะคืออะไร ผมเริ่มอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส เพราะรูปแบบแปลกกว่าเล่มอื่นที่ส่วนใหญ่มักมีปกเป็นรูปพระนั่งสมาธิ แต่ท่านพุทธทาสนั่งถือไม้เท้า ปกเป็นกระดาษรีไซเคิลสีน้ำตาล ดูรักธรรมชาติและเหมือนคัมภีร์เก่า
 
             เล่มแรกๆ ที่อ่าน เป็นพวก จิตว่าง, คู่มือมนุษย์ ฯลฯ ผมรู้สึกว่าหลายอย่างในหนังสือสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหา อย่างเรื่องการทำจิตให้เป็นอิสระ ไม่เครียดไม่วุ่นวายกับปัญหา มีความเป็นตัวของตัวเอง ขณะเดียวกันยังยกระดับจิตใจสูงขึ้นไปพ้นจากความเป็นตัวตน ท่านพุทธทาสใช้คำว่า ‘ตัวกูของกู’ อย่าติดยึดในตัวกูของกู ตอนนั้นผมไม่เข้าใจนัก แต่รู้สึกว่าภาษาของท่านตรงและโดนใจมาก
 
             สมัยเรียนวิชาพุทธศาสนาอาจารย์ก็สอนให้เราเห็นภาพ ให้เราทำกิจกรรม ผมได้ออกไปนำเสนอหน้าชั้นเรียนเกี่ยวกับธรรมะในชีวิตประจำวัน ทำให้เริ่มรู้สึกว่าจริงๆ แล้วธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว
 
             ช่วงที่ผมประสบกับจุดเปลี่ยนในชีวิตคือสูญเสียคุณพ่อไป หนังสือท่านพุทธทาสเป็นที่พึ่งตลอด ๗ วันที่อยู่ในงานศพ ขณะที่ต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองตามประเพณีจีน อีกมือผมถือหนังสืออ่านไปด้วย ผมต้องการหาคำตอบสำหรับชีวิต ถ้าเราเกิดความทุกข์ ถ้าชีวิตสั้นลง ถ้าต้องพบกับเรื่องที่รับไม่ทันอย่างที่เป็นอยู่ ผมจะทำยังไง
 
             ไม่มีใครอยากพบความสูญเสียอย่างกะทันหัน สภาวะนั้นมันทรมานมาก ความเจ็บปวด ความเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งดีๆ ในขณะที่คุณพ่อยังมีชีวิต หลายความรู้สึกประเดประดังเข้ามา ผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่าถ้าเป็นเรา ช่วงนั้นเหมือนผมได้เรียนความทุกข์และความดับทุกข์ไปพร้อมๆ กัน
 
             ผมเคยอ่านพุทธประวัติสำหรับเยาวชนและพบว่าสิ่งที่ได้จากประวัติพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แค่ท่านทำอะไร ที่ไหน ท่านบวชเมื่อไหร่ วันสำคัญคืออะไร แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าชายสิทธัตถะต้องออกบวช เพราะท่านเห็นความทุกข์ เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เหมือนกับที่ผมเห็น ความตายอยู่ใกล้ชิดเรามาก ต่อให้ผ่านไปอีกกี่หมื่นกี่แสนปี ทุกคนล้วนต้องตาย
  แล้วทำอย่างไรจะไม่ต้องเจ็บไม่ต้องตาย คำตอบที่ง่ายที่สุดคือไม่ต้องเกิด นั่นคือข้อสรุปแรกๆ ที่ผมได้มา ผมรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายมาก ไม่อยากตายก็ไม่ต้องเกิด มันง่ายที่จะพูดแค่นี้ แต่จะทำได้รึเปล่า
 
             ผมเริ่มสนใจพุทธศาสนาจริงจังมากขึ้น จะทำอย่างไร ในเมื่อเป้าหมายของคนเราคือไม่ต้องเกิด จึงนำเข้ามาสู่วิธีการปฏิบัติธรรม
 
             ท่านพุทธทาสได้ให้นิยามการปฏิบัติธรรมว่าคือการทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ เราเป็นมนุษย์ให้ดีที่สุด นั่นคือเราปฏิบัติธรรมอยู่ การพยายามรักษาจิตใจตัวเองไม่ให้ทำชั่ว ไม่ให้คิดเบียดเบียน ทำลาย หรือเอาเปรียบคนอื่น และพยายามยกระดับจิตใจให้เข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามโลก แต่มนุษย์มักคิดว่าเราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ยกตัวเองแยกส่วนขึ้นมาจากธรรมชาติ
 
             ธรรมชาติคือทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาลนี้ ถ้าลองจินตนาการว่ามนุษย์เราคือส่วนเล็กมากๆ จนแทบมองไม่เห็น ในโลกใบใหญ่นี้ การเข้าใจธรรมะคือเข้าใจความจริงว่าเราจะอยู่บนโลกที่เราตัวเล็กๆ นี้ได้อย่างไร อยู่โดยให้มีประโยชน์ที่สุดและไม่ทำลายโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่สำคัญคือในขณะที่เรามีชีวิต เราไม่มีความทุกข์
 
             ไม่ว่าเราจะเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราดีหรือชั่ว โลกก็ต้องหมุนไป หมุนไปสู่ความทุกข์ความเจ็บปวด แต่ถ้าเมื่อใดที่จิตใจหลุดพ้นจากความยึดติดว่าเราคือคนหนึ่ง ผมคือแทนคุณ คุณคือคนนี้ แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติได้ เมื่อนั้นความเป็นตัวตนจะน้อยลง
 
             ด้วยความที่ผมต้องทำงานมากมายเต็มไปหมด ไม่ค่อยมีเวลาอยู่นิ่งๆ ได้ แต่พอได้อ่านงานของท่านพุทธทาสทำให้เข้าใจการปฏิบัติธรรมมากขึ้น
 
             เมื่อความเป็นตัวตนน้อยลง ความเกิดจะไม่มี เพราะความเกิดในทางพุทธศาสนาไม่ได้หมายความว่าต้องเกิดจากท้องแม่ แต่หมายถึงเกิดอุปาทานขึ้น หนึ่งครั้งของวงจรปฏิจจสมุปบาท เกิดจากความไม่รู้ การปรุงแต่งอวิชชา สังขาร แล้วเกิดเป็นการรับรู้คือวิญญาณ เป็นนามรูป นามธรรม-รูปธรรม ว่าคนนี้คนนั้น นายนั่นนายนี่ แล้วเกิดเป็นอายตนะ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ การเกิดมาจากจิตที่ยึดติดอะไรบางอย่าง แล้วก็หมุนเวียนกลับมาใหม่ พิสูจน์ได้ยังไงว่ามีการเกิด ก็การที่เรามีชีวิตอยู่นี่เอง
 
             ท่านพุทธทาสบอกว่าคนเราไม่ได้เกิดมาเป็นทุกข์ให้โง่ ผมเริ่มเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ที่ทุกข์อยู่เพราะว่านั่งโง่อยู่นั่นเอง แล้วทำยังไงให้ฉลาด ก็ต้องรีบเอาความชั่วออกไปให้เร็วที่สุด เป็นที่มาของการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ผมพยายามอ่านหนังสือธรรมะ พยายามทำงาน ทำหน้าที่ ทำประโยชน์ เพื่อลดความเห็นแก่ตัว ลดความมีตัวตนลง พยายามใช้ชีวิตอย่างที่ท่านพุทธทาสว่าไว้ ‘กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง’
 
             ทำทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องมีอะไรฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องที่เป็นวัตถุสิ่งของเงินทอง และมีศรัทธาที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา ผมเข้าใจการทำงานของชีวิตมากขึ้น จึงเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย
 
             ปี ๒๕๔๔ ผมอยากบวชให้คุณพ่อที่เสียไป และตั้งใจศึกษางานของท่านพุทธทาสให้ละเอียดมากขึ้น เพื่อจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ ผมบอกกับทุกคนว่าจะไปบวชที่สวนโมกข์ ไชยา ไปพบกับท่านพุทธทาส คนก็บอกท่านมรณภาพไป ๘ ปีแล้ว จะไปพบท่านได้ยังไง ถ้าอย่างนั้นที่ไหนดีล่ะ มีคนแนะนำให้ไปที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์
 
             ผมบวชอยู่เกือบ ๒ เดือน ได้อ่านหนังสือท่านพุทธทาสอย่างจุใจ แล้วพระอาจารย์ท่านก็สอนเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม การทำงาน การทำหน้าที่ การทำประโยชน์ให้กับคนอื่น เพราะธรรมะเป็นเรื่องการเข้าใจความจริงของธรรมชาติ การใช้ชีวิตอยู่ในกติกาของธรรมชาติที่พึงจะเป็น เช่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติมากจนเกินไป ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า กระดาษจดบันทึกของท่านพุทธทาส ส่วนใหญ่เป็นซองจดหมายใช้แล้ว ท่านเคยบอกไว้ว่าอยู่ในป่า ไม่ค่อยมีของแบบนี้เข้ามา เมื่อมีก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า นิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปมากของผมคือการประหยัด อย่างน้อยเราไม่เป็นคนหนึ่งที่เพิ่มปริมาณขยะให้กับโลกใบนี้
 
             กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง หรือ เรื่องภายนอกให้มองต่ำ เรื่องภายในให้มองสูง เรื่องภายนอกคือการใช้จ่ายสิ่งของ เรื่องวัตถุหรือเสื้อผ้าการแต่งตัว ให้เรียบง่าย มองคนที่มีน้อยกว่าเรา แต่เรื่องภายในให้มองคนที่สูงกว่าเรา ทำไมเขาทำได้ ทำไมเขาคิดได้
 
             ผมได้เรียนรู้อะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง จนกระทั่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็น ‘แทนคุณ’ ทุกวันนี้ ต้องบอกว่าเพราะงานท่านพุทธทาสเป็นหลักเลย
 
 
เข้าใจธรรมะคือเข้าใจธรรมชาติ
 
             ธรรมะของพระพุทธเจ้ายังเป็นการเข้าใจกฎที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คือเมื่อใดที่จิตเราเป็นอิสระ พ้นจากความยึดมั่นด้วยกองกิเลสทั้งหลาย พ้นจากความยึดมั่นว่าเราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติ ความถ่อมตัวความอ่อนน้อมถ่อมใจจะเกิดขึ้น ความเป็นตัวตนของเราจะหายไป และในที่สุดความว่างจะเกิดขึ้น จิตจะหายไป ไม่มีความยึดมั่นให้ต้องไปเกิดใหม่วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นการเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า นิพพาน
 
             ที่ยากคือทำยังไงถึงจะใช้ปัญญาให้ได้มากที่สุด การทำอะไรตามสบายอย่างที่อยาก ยิ่งเป็นการตามตอบสนองกิเลส กิเลสเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ถ้าเรายอมตามกิเลสมากโดยไม่ใช้ปัญญา ก็ไม่ต่างจากสัตว์ที่ใช้สัญชาตญาณเป็นหลัก แล้วความเห็นแก่ตัวก็จะเพิ่มขึ้น ผมสังเกตว่า กิเลส เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นแก่ตัว
 
             หลายคนบอกว่าไม่เห็นแก่ตัวก็อยู่ไม่ได้ ผมไม่คิดอย่างนั้น เมื่อเราฝึกฝนตนเองอยู่ในระดับหนึ่ง กิเลสเบาบางลง จะสอดคล้องกับชีวิตภายนอกคือต้องเรียบง่ายด้วย เมื่อสองส่วนนี้ไปด้วยกัน คือวิถีชีวิตภายนอกกับความคิดภายในสอดคล้องรองรับกัน นั่นคือการปฏิบัติธรรม
 
             ผมเชื่อว่าการอธิบายด้วยเหตุผลช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้คำตอบมากขึ้น ว่าเกิดมาทำไม หรือจะใช้ชีวิตอย่างไร มากกว่าแยกส่วนไป เช่นบางคนบอกไปถือศีลที่วัด แสดงว่าอยู่บ้านไม่ถือศีลหรือ การมีศีลก็คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ทำยังไงเราถึงจะอยู่ด้วยกันโดยไม่ละเมิดต่อกัน มนุษย์ต่อสังคม มนุษย์ต่อธรรมชาติ ทำยังไงเราไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เราจะดำรงชีวิตอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่สุด ศีลแค่ข้อเดียวก็ช่วยแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนได้แล้ว
 
             ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ อยู่ในศีลข้อ ๒ หรือถ้ายกระดับไปสู่สมาธิคือ ความว่าง ความสงบที่เกิดจากจิตใจ ก็จะเกิดความสุขขึ้น โดยไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า โหยหา สร้างความอยากมากเกินไป นั่นคือความพอเพียง
 
             แล้วสูงสุดก็คือปัญญา ทำยังไงถึงจะกำหนดสติ สติจะเข้ามาทันท่วงทีเวลาที่เกิดปัญหา เกิดความโลภ เกิดกิเลส จะเข้ามาปกป้อง มาสร้างภูมิคุ้มกันในจิตให้กลับไปสู่จิตเดิมแท้ที่ประภัสสร ที่มันว่างอยู่ได้ยังไง
 
             ไม่ใช่ว่านั่งสมาธิอย่างเดียว หรือว่ามีศีลอย่างเดียว แต่ต้องมีปัญญา ทำยังไงมนุษย์ถึงจะพัฒนาตัวเองไปสู่ศักยภาพสูงสุดของการที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติได้ ผมเชื่อว่านี่คือวิถีการศึกษาธรรมะที่แท้จริง
 
             ทั้งหมดคือที่เรียกว่าไตรสิกขา สิกขา คือการมองดูตัวเอง พิจารณาจากตัวเอง มองดูเพื่อจะได้เข้าใจว่าตัวเราที่แท้จริงคืออะไร มนุษย์พอลอกเอาทุกอย่างออกมา ก็เหมือนกันหมด มีเลือดเนื้อ มีเอ็น มีกระดูก มีระบบประสาท ซึ่งเอาออกไปหมดแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เป็นมนุษย์เลย
 
             ถ้าจิตใจเราพยายามคิดให้ได้แบบนี้ทุกครั้งที่เรามีความทุกข์ แสดงว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเพราะว่าความเข้าใจผิด ความไม่รู้ หรือ อวิชชา ดังนั้นเราต้องมีวิชชาให้มากที่สุด
 
             วันนี้ความอยากของคนเราไม่เพียงไม่ถูกจำกัดหรือถูกกำจัด กลับเพิ่มความต้องการเข้าไปอีก คืออยากได้อะไรก็ต้องได้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ออกมาตอบสนอง อยากได้เร็วก็มีให้เร็วที่สุด อยากได้เยอะ อยากได้ใหญ่ อยากได้อะไรต่างๆ จนลืมคิดถึงเรื่องจิตใจ
 
             เราไม่ค่อยมองเห็นมนุษย์ด้วยกันเป็นมนุษย์ เราอาจมองเห็นเป็น กรรมกร คนนี้เป็นลูกจ้าง เห็นเป็นศัตรู เราไม่ค่อยรู้สึกว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่ ที่แย่กว่าก็คือมนุษย์คนนั้นไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง กลับเอาตัวเองไปเปรียบเป็นวัตถุสิ่งของ หรือไปตีมูลค่าศักยภาพ มีเงินหมื่นล้านก็ต้องมีคุณค่าของชีวิตมากกว่าคนไม่มีเงิน
 
             คนที่มีเงินทองเยอะแยะก็จะตีความไปตามเงิน ธนนิยม คือเป็นโลกของเงินนิยม ความต้องการเงิน แทนที่เงินจะเป็นสื่อกลาง กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความต้องการ ทุกคนทำเพื่อเงินหมด ดังนั้นนักปฏิบัติธรรมจึงต้องพยายามเป็นชาวสวน คือสวนกระแสของโลก พยายามปฏิเสธ หรือหลีกเลี่ยงการที่จะตกไปอยู่ในอำนาจของผลประโยชน์ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง เพราะจะทำให้จิตเราตกต่ำลง
 
 
ศีล ๕ ยาแก้ปัญหาครอบจักรวาล
 
             ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ผมคิดว่าเกิดจากการผิดศีล ๕ ข้อ
 
             การใช้ความรุนแรง การเข่นฆ่า ความก้าวร้าว การประพฤติอะไรต่างๆ ที่เป็นการเบียดเบียนกัน คือการผิดศีลข้อที่ ๑
 
             การละเมิดต่อทรัพย์สิน ทรัพยากรของธรรมชาติ การช่วงชิงแก่งแย่ง ปล้น จี้ โกง คือละเมิดศีลข้อที่ ๒
 
             การประพฤติผิดในเรื่องทางเพศ ละเมิดความปกติของเพศ แทนที่จะมีคู่เดียว ผัวเดียวเมียเดียว ก็ไปมีหลายคนหลายคู่ มั่วเพศจนเกิดโรคติดต่อ เกิดปัญหามีกิ๊ก มีชู้ แก่งแย่ง ข่มขืน และเกิด ท้อง แท้ง ทิ้ง นี่คือผลจากการผิดศีลข้อที่ ๓
 
             การใช้สื่อหรือมายาคติสื่อสารไปในทางลบ ทางเสียหาย การหลอกลวง การโกหก พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดให้ร้าย พูดนินทา คือผิดศีลข้อ ๔
 
             ส่วนข้อสุดท้ายคืออบายมุขทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เหล้า บุหรี่ หรืออะไรต่างๆ ที่มนุษย์เอาเข้ามาทำลายตัวเอง การละเมิดที่เกิดขึ้นทุกวันนี้มีให้เห็นทั้งบุคคลต่อบุคคล บุคคลต่อตัวเอง บุคคลต่อสังคม บุคคลต่อธรรมชาติ แต่เราเริ่มชินจนเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นไร ใครๆ ก็ทำ ใครๆ ก็โกง ใครๆ ก็มีกิ๊ก ที่สุดอาจไม่กลัวบาป
 
             บาปกรรมไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนรู้หรือไม่รู้ เราทำร้ายคนอื่นเราย่อมรู้อยู่แก่ใจ ต่อให้เราปฏิเสธ ปิดบังคนทั้งโลกได้ เราก็ไม่สามารถโกหกตัวเอง แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำเป็นความชั่ว การโกงกัน การคอร์รัปชั่น การทำร้าย การเบียดเบียนกัน เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการศึกษาในยุคปัจจุบันสอนให้เราแก่งแย่ง ‘แข่งขัน’ แทนที่จะสอนให้ ‘แบ่งปัน’ ‘แบ่งปัน’ กับ ‘แข่งขัน’ เขียนหรือออกเสียงคล้ายๆ กัน แต่คนละความหมาย
 
             ‘ศีล’ คือการระมัดระวังหรือรักษาความเป็นปกติของมนุษย์ไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เราไม่ฆ่าเขา ก็ไม่ถูกเขาฆ่า เราไม่ขโมยของเขา ของเราก็ไม่สูญหาย เราไม่ประพฤติผิด รักเดียวใจเดียว ครอบครัวเราก็อยู่เป็นสุข เราไม่พูดจาให้ร้าย ไม่สร้างสื่อที่เสียหายทำลายคนอื่นๆ ไม่เอาเหล้า เอาอบายมุขใส่ตัวเอง เราก็ไม่เกิดปัญหา
 
             การรักษาศีลเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ขั้นถัดมาคือการยกระดับจิตไปสู่สมาธิ ภาวนา คือการคิดพิจารณาอย่างตั้งใจ โดยมีสัมมาทิฐิ พยายามดูแลจิตใจตัวเองให้สบาย ไม่ถูกผูกรัดหรือพันธนาการด้วยวัตถุ ต่อสู้กับจิตใจที่เป็นกิเลสฝ่ายต่ำของตัวเองให้หมดไป
 
             ‘สมาธิ’ คือจิตที่สบาย สัปปายะสำหรับการเตรียมพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นคือ ‘ปัญญา’ สบาย สัปปายะ คือเอื้อต่อการพัฒนาจิต พยายามขจัดเอาสิ่งที่เกะกะ ฝุ่นละออง ของเสีย เอาขยะในใจไปทิ้ง ให้สะอาด ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท คือเป็นสภาวะจิตที่เอื้อต่อการเข้าถึงธรรม
 
             คนจะปลูกข้าว ถ้าที่ดินของเขาเต็มไปด้วยขยะ สิ่งสกปรก สารเคมีที่สกปรก น้ำเน่า ปลูกไปข้าวก็ตาย จิตก็เหมือนกัน ถ้าเต็มไปด้วยของเน่า ของเสีย ของเหม็น ความกังวล ความทุกข์ความอิจฉาริษยา ไม่มีทางปลูกอะไรขึ้นมาได้ ปัญญาก็ปลูกไม่ขึ้น
 
             เมื่อจิตเราไม่มีกิเลส ไม่ขุ่นข้องหมองใจ ไม่มีความกังวล ไม่ต้องผูกรัดตัวเองกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ง่าย เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับทุกๆ สภาวะ ไม่ว่าเกิดปัญหาอะไร เมื่อเกิดปัญญาแล้วก็จะเห็นความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่ไม่มีอะไรหลอกลวงได้อีก เพราะตัวเราเองเริ่มต้นจากการไม่หลอกตัวเอง แต่เมื่อไหร่ผิดศีลแล้วยังเชื่อว่าทำถูก ก็เริ่มหลอกตัวเอง เมื่อหลอกตัวเองแล้ว ไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งสูงไปกว่านั้น ดังนั้นศีลจึงเป็นพื้นฐานของสมาธิ พื้นฐานของปัญญา และปัญญาเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม
 
             การทำประโยชน์ที่ผมถือตามท่านพุทธทาส คือสงบเย็น เป็นประโยชน์ สงบเย็นคือพยายามอยู่กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องวุ่นวายมาก ไม่ต้องมีชื่อเสียง ไม่หลงตัวเอง ไม่ยกตัวยิ่งใหญ่ พยายามอยู่กับสิ่งสงบแล้วเป็นประโยชน์ ทำงานเพื่อประโยชน์คนอื่น ทำงานด้วยจิตว่าง ในขณะที่เรากำลังมุ่งมั่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรจะเคลียร์สิ่งที่เป็นปัญหา ทำให้เราทุกข์ ทำให้เราเกียจคร้าน ทำให้เรากังวล เพราะในจิตหนึ่งๆ ของคนที่จะตัดสินใจทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีสมาธิ จิตว่างสมาธิเกิด คือเคลียร์ที่พร้อมแล้วสำหรับปัญญา
 
             เกิดปัญญา คือการรับรู้ความจริงตามธรรมชาติ และดำเนินชีวิตตามหน้าที่ที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำ มาแทรกแซงหรือมีอิทธิพลเหนือกว่า ผมคิดว่าเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถึงแก่นแท้แล้ว
 
             การมีปัญญาก็เพื่อเป้าหมายที่สูงไปกว่านั้น คือการทำให้จิตเป็นอิสระจากกิเลส หลุดพ้นจากความทุกข์ความชั่ว แล้วที่สุดคือพ้นจากการมีตัวตน เมื่อพ้นจากการมีตัวตนก็จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะขนาดตัวเรายังไม่มี ก็ไม่มีอะไรจะไปเกิด
 
 ภูมิคุ้มใจในโลกแห่งวัตถุ
 
             ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ใช่ว่าไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย แต่เมื่อเกิดสิ่งเหล่านั้นหรือเกิดความทุกข์ขึ้น เขาจะไม่ทุกข์ไปกับมัน เพราะเมื่อมีปัญญาเข้าใจ จะไม่มีสิ่งที่ทำให้ทุกข์ได้อีกต่อไป
 
             อย่างตอนนี้คุณแม่ผมเข้ารับการผ่าตัดรักษาตัวที่โรงพยาบาล ถ้าไม่มีธรรมะ ผมคงจะรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงเท่านั้น แต่การปฏิบัติธรรมทำให้ผมมองเรื่องนี้คือธรรมดาของชีวิตที่จะต้องเป็นไป ในขณะเดียวกันผมคิดว่าหน้าที่ของเราคือดูแลท่านให้ดีที่สุด ผมเชื่อว่าถ้าหากทำให้คุณแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ สามารถเข้าถึงธรรมะได้มากที่สุด ด้วยการพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นคือความทุกข์ ความเจ็บ ความแก่ ความสูญเสีย ความพลัดพราก เท่ากับว่าความเจ็บป่วยครั้งนี้มีคุณค่า เพราะได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ตัวเองจากความเจ็บป่วย เป็นบทเรียนสำคัญที่ตัวเราเป็นครูของตัวเอง เพราะคนอื่นมาบอกบางทีเราไม่เชื่อ แต่ถ้าเราสอนตัวเอง เราจะเชื่อมากที่สุดและจะไม่ลืมเลย
 
             เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่ารู้ได้ด้วยตัวเอง ท่านไม่ได้สอนให้เชื่อ แต่ให้เข้าใจ ‘ใช่’ สำคัญกว่า ‘เชื่อ’ ถ้าเราเชื่อไปเองบางทีอาจจะยังไม่ใช่ แต่ถ้าใช่มันจะชัดเจน ‘ใช่’ ยังไงคุณต้องพิสูจน์  ค้นคว้าหาคำตอบเอาเอง บางอย่างไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าใจ ควรจะพิจารณาได้ว่าเป็นลักษณะร่วมกันของมนุษย์ทุกคน ต้องเกิดความทุกข์ เกิดความแก่ เกิดความเจ็บ เกิดความตาย
 
             เด็กแรกเกิดมา เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ถูกกำหนดโดยกรรมแล้ว ทำไมเด็กคนหนึ่งเกิดมา
 
ในครอบครัวที่ร่ำรวย มีพร้อมทุกอย่าง ทำไมบางคนถูกแม่เอาไปทิ้งข้างทาง ไม่ได้มีโอกาสเกิดเพราะถูกทำแท้ง หรือเกิดมาพิกลพิการ นั่นคือสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเขาเอง ที่กำหนดการเกิดของเขา
 
             ทุกอย่างมีปัจจัย มีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกัน มันไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็ลอยขึ้นมาเฉยๆ ทำไมเราถึงมาเกิดกับพ่อแม่คู่นี้ล่ะ เพราะเราเคยทำกิจกรรม มีการกระทำ ทำบุญทำกุศล ทำบาป ทำอะไรร่วมกันมาในภาวะหนึ่งๆ ซึ่งประจวบเหมาะกัน
พอดี เราก็เลยมาเกิดในครอบครัวเขา และเจริญเติบโตมามีลักษณะอย่างนี้
 
             แล้วทำไมเราถึงมีความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจแบบนี้ เพราะเราทำเหตุปัจจัยมาเช่นกัน อาจจะเคยสั่งสมบุญ สั่งสมความดีไว้ก่อน เลยได้ศึกษา ได้เข้าใจธรรมะได้ในระดับหนึ่ง แต่เราก็ต้องพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดแค่นี้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส การเรียนรู้หรือต่อสู้ในเรื่องของกิเลสกับตัวเองกับธรรมะยังไม่จบแน่นอน
 
             คนที่ป่วยทางจิตอาจเกิดจากความไม่รู้ เกิดจากความเข้าใจผิด ความเห็นแก่ตัว ความคาดหวัง ความต้องการ ความกลัว ถ้าเรามีธรรมะเราจะเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจแล้ว มีความแข็งแกร่งหรือคมกล้ามากขึ้นด้วยสมาธิ สิ่งต่างๆ ที่ประเดประดังเข้ามาก็จะสลายหายไป ไม่ช้าก็เร็ว จนในที่สุดอาจหมดไปเลยก็ได้
 
             ในพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ แต่มันมีเหตุปัจจัยที่นำมาสู่ ‘โชคดี’ อาจจะเป็นบุญที่สั่งสมมาดี และให้ผลประจวบเหมาะกับเหตุปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดผลนั้น ‘โชคร้าย’ คือผลกรรม อกุศลกรรมที่ทำไว้ให้ผล
 
 
ศึกษา สื่อสาร ศาสนา
 
             สำหรับเด็ก เมื่อผู้ใหญ่ไม่ทำตัวให้เป็นที่พึ่ง สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในธรรมะให้กับเขา ที่สุดแล้วเมื่อเขาเคว้งคว้าง ก็ต้องไปพึ่งคนอื่น พึ่งเพื่อนที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน หรือพึ่งความชั่ว ความเชื่อ ความผิดพลาด ความล้มเหลว แล้วก็ไม่ได้นำมาซึ่งการมีปัญญาที่แท้จริง
 
             จตุคามฯ เป็นผลสะท้อนถึงความเสื่อมในพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจน เมื่อคนไม่มีธรรมะที่เป็นที่พึ่ง ไม่ได้มีการพัฒนาตัวเอง ก็ต้องไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่รู้จบ วันนี้มีจตุคามฯ วันหน้าจะมีอะไรอีก อยากได้โชคต้องพึ่งเทพองค์นี้ อยากประสบความสำเร็จต้ององค์นั้น อยากได้เงินได้ทองเป็นมหาเศรษฐีก็องค์โน้น สรุปแล้วพึ่งแต่สิ่งภายนอก ไม่มีใครพึ่งธรรมะ ไม่มีใครพึ่งตัวเองเลย
 
             การแก้ทางเสื่อมในพุทธศาสนาผมคิดว่าต้องประกอบกันทั้ง ๓ ด้าน ศึกษา สื่อสาร และศาสนา
 
             การศึกษา ต้องเพิ่มพื้นที่ของการปฏิบัติธรรม ในแง่ที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม นามธรรมคือต้องมีสถานที่ให้ รูปธรรมคือต้องมีวิธีการให้ ทุกวันนี้เรียนทฤษฎี เรียนวิชาการกันเยอะ แล้วนี่คือผลลัพธ์ของการเรียนวิชาการอย่างเดียว เรียนแข่งขันมากกว่าแบ่งปัน
 
             การสื่อสาร ยกระดับสื่อ ยกระดับจิตของคนทำสื่อขึ้นมาให้เห็นคุณค่าของธรรมะ ต้องพยายามสื่อออกไปว่าต่อให้ได้เงินทองมากมาย แต่ก็จะได้คนที่มีแต่ความรุนแรง มีครอบครัวที่เกิดปัญหา
 
             เรื่องศาสนา ปรับวิธีการเผยแผ่ให้ง่ายขึ้น เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น แล้วก็ลงทุนกับทางสื่อมากกว่าที่จะไปสร้างวัดสร้างวิหารใหญ่โต แต่ไม่ได้สอนเรื่องการปฏิบัติธรรม ไปสอนเรื่องการทำบุญที่เพียงเน้นการบริจาคทานหรือการเรี่ยไร หรือการรับวัตถุมงคลอะไรต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง
 
 
การปฏิบัติธรรม
 
             เริ่มต้นจากง่ายๆ ถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม จะใช้ชีวิตอย่างไร นอกจากเป้าหมายอาชีพที่เราอยากจะทำ ชีวิตที่เราจะหมดไปกับแค่การทำมาหาเงินเท่านั้นเองหรือ ถ้าไม่ใช่เราควรจะมีเป้าหมายอะไรที่สูงไปกว่านั้น อย่างเช่น กำหนดไปเลยว่าเป้าหมายแรก ชีวิตฉันจะไม่มีความทุกข์เพราะความรัก สอง, ถ้ามีความรัก ขอมีความรักแท้ที่ดีที่สุด มีความรักบริสุทธิ์ที่ไม่หลอกลวงกัน ไม่ละเมิดทางเพศต่อกัน เป็นการกำหนดเป้าหมายอย่างง่ายๆ
 
             ต่อมาก็ยกระดับไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้นไป อย่างเช่น กำหนดเป้าหมายว่าจะมีชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ จะมีชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณของสังคม ของประเทศชาติ หรือจะพยายามหาความรู้ให้มากที่สุดเพื่อพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีที่สุดให้ได้ จากนั้นมันก็จะกลับมาสู่คำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด?
 
             ผมเคยถามตัวเองว่า เป็นเศรษฐีดีมั้ย เป็นนักการเมืองดีมั้ย เป็นพระ หรือเป็นอะไรดี หลังจากหาคำตอบให้ตัวเอง ณ วันนี้ผมสรุปว่า เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด
 
             มนุษย์ที่สมบูรณ์ คือสมบูรณ์ด้วยศีลธรรม สมบูรณ์ด้วยสมาธิภาวนาที่พัฒนาจิตใจตลอดเวลา สมบูรณ์ด้วยสติปัญญาที่เข้าใจความจริงของธรรมชาติ ถ้ามี ๓ ข้อนี้คือความสมบูรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพไหน อยู่ในความเชื่อใด ก็จะไม่ทุกข์ นั่นคือการทำหน้าที่ของมนุษย์ เป็นการปฏิบัติธรรมซึ่งคือบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมเชื่อว่าธรรมะจะเป็นผลสัมฤทธิ์สำหรับทุกๆ อย่าง ในการช่วยยกระดับจิตใจและพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้น
 
 
             “กิเลสเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ถ้าเรายอมตามกิเลสมากโดยไม่ใช้ปัญญา ก็ไม่ต่างจากสัตว์ที่ใช้สัญชาตญาณเป็นหลัก แล้วความเห็นแก่ตัวก็จะเพิ่มขึ้น”
 
เรื่องในหนังสือ
 1. คำนิยม ดาวสุข ดาวน์สุข
 2. คำนำผู้เขียน
 3. คำนำสำนักพิมพ์
 4. แอน - สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์
 5. อั้ม - ฐนิชา ดิษยบุตร
 6. อ้น - สราวุฒิ มาตรทอง
 7. อุ๊ - ช่อผกา วิริยานนท์
 8. ท๊อป - ดารณีนุช โพธิปิติ
 9. บุ๋ม - ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
 10. อี้ - แทนคุณ จิตต์อิสระ
 11. กิ๊ก - มยุริญ ผ่องผุดพันธุ์
 12. ตุ๊ก - ดวงตา ตุงคะมณี
 13. ธงธง มกจ๊ก - คัชฑาเทพ เอี่ยมศิริ
 14. โอปอล์ - ปาณิสรา พิมพ์ปรุ
 15. อ้อม - พิยดา อัครเศรณี
 16. ป๊อด โมเดิร์นด็อก - ธนชัย อุชชิน

| กลับหน้าหนังสือเรือนธรรม | กลับหน้าปก |

ห้องหนังสือเรือนธรรม 290/1 อาคารพงศ์วราภา ถนนพิชัย แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 02 2431279 แฟกซ์ . 02 2431279  อีเมล์ ruendham@hotmail.com